วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552

กสิกรไทยลุย ยกเครื่องทีมตั้งคนรุ่นใหม่

จัดทำบทความโดย น.ส.วิวรา อินจันทร์ เลขทะเบียน 5001208074
เรื่อง กสิกรไทยลุย ยกเครื่องทีมตั้งคนรุ่นใหม่

คนกสิกรไทยรุ่นใหม่โตเร็ว แต่งตั้งรองกรรมการผู้จัดการ 10 คนรวด

นายสมเกียรติ ศิริชาติไชย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ธนาคารกสิกรไทยมีมติแต่งตั้ง 10 รองกรรมการผู้จัดการรุ่นใหม่อายุ 37-47 ปี ทำให้ปีหน้าจะมีรองกรรมการผู้จัดการ 16 คน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ 23 คน และเมื่อรวมนายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการบริหาร และนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ เท่ากับมีผู้บริหาร 41 คน ซึ่งถือว่าไม่ได้แตกต่างจากธนาคารทั่วไป

ทั้งนี้ เพราะ 2 ปีที่ผ่านมาธนาคารมีรองกรรมการผู้จัดการ 8 คน ไม่ครบสายงานที่มี 12 งาน ในจำนวนนี้มี 2 คน ที่ดูแลธุรกิจด้านอื่น เท่ากับขาดอีก 6 คน ซึ่งการแต่งตั้งรองกรรมการผู้จัดการเพิ่มถึง 10 คนนั้น เพราะมีอีก 4 คนที่มีความสามารถจะก้าวเป็นผู้นำ เปรียบเสมือนตัวตายตัวแทนเพื่อให้ฐานองค์กรแน่น
อีกทั้งเพื่อรองรับยุทธศาสตร์ ปีหน้าที่ต้องการก้าวเป็นที่ 1 ในทุกกลุ่มลูกค้า ทั้งนี้ถ้าไม่จำเป็นจะไม่รับคนจากข้างนอก แต่จะให้โอกาส คนในก่อน

รายงานข่าวแจ้งว่า ธนาคารที่มีค่าใช้จ่ายด้านการพนักงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2552 สูงที่สุด ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ คิดเป็นวงเงิน 10,530 ล้านบาท รองลงมาคือธนาคารกรุงไทย 10,511 ล้านบาท ธนาคารไทยพาณิชย์ 8,974 ล้านบาท ธนาคารกสิกรไทย 8,209 ล้านบาท และ ธนาคารทหารไทย รวมวงเงิน 4,732 ล้านบาท

คำถาม
1. ธนาคารกสิกรไทยมีมติแต่งตั้ง 10 รองกรรมการผู้จัดการรุ่นใหม่อายุ กี่ปี
2. ธนาคารที่มีค่าใช้จ่ายด้านการพนักงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2552 สูงที่สุด ได้แก่ ธนาคารใด
3. รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย คือใคร

ที่มา
http://www.posttoday.com/finance.php?id=82102

วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ประกันวินาศยิ้ม ปี’53เบี้ยโต15%

จัดทำบทความโดย

นายวรุตน์ ภูริวิชญ์ธาดา เลขทะเบียน 5001208062

เรื่อง ประกันวินาศยิ้ม ปี’53เบี้ยโต15%

สมาคมประกันวินาศภัยตั้งเป้าปี 2553 เบี้ยรับรวมโต 15% รับเศรษฐกิจขยาย รายได้ขยับ
นายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัย เปิดเผยว่า ปี 2553 ตั้งเป้าหมายเบี้ยประกันวินาศภัยทั้งระบบเพิ่มขึ้น 10-15% จากปี 2552 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจไทยและภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มดีขึ้น และบริหารอย่างระมัดระวังเพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างยั่งยืน หลังจากได้รับ บทเรียนในช่วงที่ผ่านมา เรียกความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจ โดยโรงงานอุตสาหกรรมถึงเวลาในการเพิ่มกำลังการผลิต หลังจากทำการระบายวัตถุดิบในการผลิตและสินค้าคงคลังออกไปเกือบหมดในปีที่ผ่านมา ซึ่งจะส่งผลให้ประกันภัยโต


นอกจากนี้ ยังได้รับอานิสงส์จากอัตราดอกเบี้ยโลกที่ยังไม่ขึ้น เห็นจากธนาคารกลางของแต่ละประเทศคงระดับดอกเบี้ยไว้ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในประเทศไทยยังคงไม่สูง ซึ่งจะทำให้กำลังซื้อของประชาชนเพิ่มขึ้น โดยปีนี้คาดว่าประชาชนจะหันมาใช้จ่ายกันมากกว่าปีที่ผ่านมา เพราะคลายความกังวลเรื่องเศรษฐกิจ กอปรกับปีที่ผ่านมามีการอั้นการบริโภค เชื่อว่าปี 2553 จะนำออกมาใช้เต็มที่ โดยประกันภัยที่จะเติบโตอย่างมาก คือ ประกันส่วนบุคคล เช่น ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (พีเอ) ประกันรถยนต์ เนื่องจากประชาชนเริ่มเห็นความสำคัญของความคุ้มครองตัวเองมากขึ้น


นายจีรพันธ์ กล่าวว่า บริษัทประกันภัยมีการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่ตรงกับความต้องการของประชาชนมากขึ้น และพัฒนาช่องทางการขายที่หลากหลาย โดยเฉพาะการขายผ่านโทรศัพท์และการขายผ่านธนาคาร ที่จะยังได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง หากมีแบบประกันที่ตรงกับความเสี่ยงของแต่ละคน
“เรายังจะได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ให้มีการออกกรมธรรม์ราคาถูกออกมา ซึ่งนอกจากจะออกประกันอุบัติเหตุ ประกันสุขภาพ สามารถที่จะพัฒนาประกันรถยนต์ราคาถูกออกมาอีก ซึ่งสามารถทำได้ทั้งประกันพีเอ ประกันสุขภาพ และประกันรถยนต์ นอกเหนือจากที่มีประกันชั้น 3 พิเศษ ประกันชั้น 4 ซึ่งมีขายอยู่แล้ว” นายจีรพันธ์ กล่าว
สำหรับปี 2552 ฝ่ายวิจัยไทยรับประกันภัยต่อ คาดว่าเบี้ยประกันวินาศภัยทั้งระบบจะมีทั้งสิ้น 1.08 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.51% จากปี 2551

คำถาม

1.นายกสมาคมประกันวินาศภัย เปิดเผยว่า ปี 2553 ตั้งเป้าหมายเบี้ยประกันวินาศภัยทั้งระบบเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ จากปี 2552

2.เชื่อว่าปี 2553 ประชาชนจะใช้จ่ายอย่างเต็มที่โดยประกันภัยที่จะเติบโตอย่างมาก คือประกันภัยอะไร

3.คปภ. ย่อมาจากอะไร

ที่มา

http://www.posttoday.com/finance.php?id=80676

วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552

บสย.เล็งค้ำประกันเงินกู้เอสเอ็มอีให้แบงก์ตปท.

จัดทำบทความโดย
นายวรุตน์ ภูริวิชญ์ธาดา เลขทะเบียน 5001208062

เรื่อง บสย.เล็งค้ำประกันเงินกู้เอสเอ็มอีให้แบงก์ตปท.

นาย สุรชัย ดนัยตั้งตระกูล รักษาการผู้จัดการทั่วไป บรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า การค้ำประกันสินเชื่อในลักษณะ Portfolio Guarantee Scheme ซึ่ง บสย.ให้บริการมา ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2552 ถึงขณะนี้ ยอดการค้ำประกันสินเชื่อพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าภายในไม่เกินสิ้นปีนี้จะสามารถค้ำประกันได้ถึง 20,000 ล้านบาท การค้ำประกันโครงการดังกล่าว ซึ่งยกเว้นค่าธรรมเนียมฯ 1.75% ในปีแรก จะสิ้นสุดลงในวันที่ 6 มีนาคม 2553 แต่เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา บสย.ได้เปิดศูนย์ให้ความช่วยเหลือ SMEs ไปยังจังหวัดต่างๆทั่วทุกภูมิภาค เพื่อให้คำปรึกษาแก่ SMEs ทั้งในด้านธุรกิจและปัญหาในการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน ทำให้พบว่ายังคงมีผู้ประกอบการที่ต้องการขอใช้บริการค้ำประกันสินเชื่ออีก เป็นจำนวนมากดังนั้น บสย.จึงได้ขยายการค้ำประกันสินเชื่อในลักษณะ Portfolio Guarantee Scheme ระยะที่ 2 ขึ้น โดยยังคงมาตรการค้ำประกันฟรีต่อไปอีก 1 ปี สำหรับ Portfolio Guarantee Scheme ระยะที่ 2 จะเริ่มต้นตั้งแต่ 6 มีนาคม 2553 - 6 มีนาคม 2554นอกจากนี้ การค้ำประกันสินเชื่อในลักษณะ Portfolio Guarantee Scheme ระยะที่ 2 จะขยายธุรกรรมไปยังธนาคารสาขาต่างประเทศในไทย บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ต่างๆ เพื่อขยายช่องทางในการใช้บริการการค้ำประกันไปยังแหล่งทุนอื่นๆ ให้กับผู้ประกอบการ ทั้งนี้อยู่ระหว่างนำมาตรการดังกล่าวเสนอกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณานายสุรชัย กล่าวย้ำว่า ปัญหาในการดำเนินธุรกิจ รวมถึง ปัญหาในการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน ของผู้ประกอบการ SMEs ไทย คือหัวใจสำคัญ และเป็นแรงผลักดันให้ บสย.คิดหาทางช่วยเหลือเพื่อบรรเทาปัญหาต่างๆ สำหรับปี 2553 ศูนย์ SMEs ของ บสย.จะมีโอกาสลงพื้นที่ในส่วนภูมิภาคมากขึ้น เพื่อรับเรื่องราวและปัญหาต่างๆในการขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน

คำถาม
1. บยส. คือตัวย่อของอะไร
2. บยสได้ขยายการค้ำประกันสินเชื่อในลักษณะใด ในระยะที่ 2
3. อะไรคือหัวใจสำคัญ และเป็นแรงผลักดันให้ บสย.คิดหาทางช่วยเหลือเพื่อบรรเทาปัญหาต่างๆ

ที่มา
http://www.thaihomeonline.com/investment-news.php?id=001612

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ไทยเข้มแข็งอด 3.6 หมื่นล้าน

จัดทำบทความโดย นายอังกูร วีรสกุล 481207086
เรื่อง ไทยเข้มแข็งอด3.6หมื่นล้าน


ครม.ต่อลมหายใจโครงการไทยเข้มแข็ง 3.6 หมื่นล้านบาทที่ส่งแผนไม่ทัน
กอร์ปศักดิ์ สภาวสุนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หลังจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาให้ทุกหน่วยงานต้องส่งโครงการไทยเข้มแข็งที่ได้รับอนุมัติให้ดำเนินโครงการ 2 แสนล้านบาทแรกแก่สำนักงบประมาณภายในวันที่ 30 พ.ย. 2552 หากเสนอมาไม่ทันต้องทำคำขอเสนอโครงการใหม่ ปรากฏว่าหลังจากที่ครบกำหนดยังมีหน่วยราชการและหน่วยงานที่เสนอโครงการไม่ทัน 3.6 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 15% ของมูลค่าโครงการที่ได้รับอนุมัติ จึงมีการร้องขอให้ครม.ผ่อนปรนให้ดำเนินการโครงการต่อไปได้โดยที่ไม่ต้องเสนอเข้ามาใหม่


ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี สั่งการให้สำนักงบประมาณไปพิจารณาว่าโครงการใดควรยืดเวลาให้เสนอรายละเอียดโครงการ และโครงการไหนไม่ยืดเวลา โดยเสนอครม.อีกครั้งในสัปดาห์หน้า


นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า สาเหตุที่โครงการไทยเข้มแข็งเสนอรายละเอียดไม่ทัน มีทั้งมาจากการต้องชะลอโครงการ ที่เห็นได้ชัดคือโครงการของกระทรวงสาธารณสุขที่มีการตรวจสอบการทุจริตของโครงการ รวมถึงปัญหาจากการเปลี่ยนราคาและการหาผู้ประกวดราคาไม่ได้


“จะมีการยืดเวลาออกไปอีกนานแค่ไหนยังไม่สามารถบอกได้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของครม. สำหรับโครงการไทยเข้มแข็ง 1.5 แสนล้านบาท ที่ได้รับการเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร ยังไม่มีการกำหนดว่าจะต้องส่งรายละเอียดโครงการให้สำนักงบประมาณพิจารณาภายในวันที่เท่าไหร่” นาย กอร์ปศักดิ์ กล่าว


นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้รายงานความคืบหน้าโครงการไทยเข้มแข็งล่าสุด วันที่ 27 พ.ย. 2552 วงเงิน 2 แสนล้านบาทแรกที่ได้รับการอนุมัติจำนวน 21,889 โครงการ ได้รับจัดสรรเงินไปแล้ว 73,644 ล้านบาท เป็นจำนวน 8,540 โครงการ ลงนามสัญญาแล้ว 43,298 ล้านบาท หรือ 2,125 โครงการ เบิกจ่ายแล้ว 19,972 ล้านบาท เป็นจำนวน 1,024 โครงการ ดำเนินการโครงการเสร็จสมบูรณ์แล้ว 154 โครงการ เป็นวงเงิน 15,458 ล้านบาท



ที่มา
http://www.posttoday.com/



คำถาม

1. สาเหตุที่โครงการไทยเข้มแข็งเสนอรายละเอียดไม่ทัน คืออะไร

2. โครงการไทยเข้มแข็ง 1.5 แสนล้านบาท ที่ได้รับการเห็นชอบจากสภาใด

3. ความคืบหน้าโครงการไทยเข้มแข็งล่าสุด วันที่ 27 พ.ย. 2552 วงเงิน 2 แสนล้านบาทแรกได้รับการอนุมัติกี่โครงการ

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

นครหลวงขยับ เพิ่มทุนหุ้นใหญ่ ‘ราชธานีลิสซิ่ง’

จัดทำบทความโดย นายอังกูร วีรสกุล 481207086



เรื่อง นครหลวงขยับ เพิ่มทุนหุ้นใหญ่ ‘ราชธานีลิสซิ่ง’



นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารนครหลวงไทย แจ้งว่า ธนาคารได้ขอใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท ราชธานีลิสซิ่ง (THANI-W4) จำนวน 132.5 ล้านหุ้น ราคาใช้สิทธิหุ้นละ 1 บาท มูลค่าลงทุนรวม 132.5 ล้านบาท

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ก่อนการซื้อหุ้นธนาคารถือหุ้นในบริษัท ราชธานีลิสซิ่ง อยู่ 39.74% แต่หลังจากการใช้สิทธิทำให้สัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มเป็น 45.21% แต่หากผู้ถือรายอื่นไม่ใช้สิทธิทั้งหมดทุกราย ธนาคารจะใช้สิทธิเพียงรายเดียวซื้อหุ้น จะทำให้สัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มเป็น 49.73%


ปัจจุบันบริษัท ราชธานีลิสซิ่ง มีทุนจดทะเบียน 986 ล้านบาท


ก่อนหน้านี้ธนาคารนครหลวงไทยร่วมกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารสินเอเซีย สนับสนุนสินเชื่อให้กู้ร่วมแก่บริษัท ราชธานีลิสซิ่ง ร่วม 3,500 ล้านบาท โดยนครหลวงไทยปล่อยกู้ 1,900 ล้านบาท กรุงศรีอยุธยา 1,200 ล้านบาท และสินเอเซีย 400 ล้านบาท เนื่องจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์โตต่อเนื่องทุกปี โดยในปีนี้เติบโตเพิ่มขึ้น 15-20% คิดเป็นมูลค่าสินเชื่อใหม่ 4,000-4,500 ล้านบาท




คำถาม

1. ธนาคารนครหลวงไทย ได้ซื้อหุ้นอะไร ของบริษัทอะไร จำนวนเท่าไหร่

2. เดิมธนาคารถือหุ้นในบริษัท ราชธานีลิสซิ่ง อยู่เท่าไหร่ และปัจจุบันเพิ่มเป็นเท่าไหร่

3. ปัจจุบันบริษัท ราชธานีลิสซิ่ง มีทุนจดทะเบียนจำนวนเท่าไหร่