วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ปัญหาหนี้ยุโรปฉุดผลตอบแทนกองพันธบัตร
เรื่อง ปัญหาหนี้ยุโรปฉุดผลตอบแทนกองพันธบัตร
ปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรปเป็นเหตุ หลังนักลงทุนแห่หนีความเสี่ยงวิ่งเข้าตลาดพันธบัตร ฉุดผลตอบแทนทั่วโลกลดลง “กองเกาหลีใต้” โดนด้วย
นายสมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย กล่าวว่า ตลาดการเงินในสัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มมีความผันผวน เนื่องจากความกังวลต่อปัญหาหนี้สาธารณะของรัฐบาลในกลุ่มประเทศยุโรป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้นักลงทุนสนใจลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศต่างๆ รวมทั้งพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ปรับตัวลดลง
นอกจากนี้ แม้ว่าต้นทุนจากการป้องกันความเสี่ยงสกุลเงินวอนต่อเงินเหรียญสหรัฐปรับตัวลดลงเล็กน้อย แต่ต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงของเงินบาทต่อเหรียญสหรัฐเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากค่าเงินเหรียญสหรัฐกลับมาแข็งค่า จึงทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรเกาหลีใต้เมื่อแปลงเป็นเงินบาทเริ่มปรับตัวลดลง
อย่างไรก็ตาม นายสมชัย กล่าวว่า ตราสารภาครัฐของประเทศเกาหลีใต้อายุ 3 เดือน – 2 ปี ยังคงให้ผลตอบแทนสุทธิ สูงกว่าผลตอบแทนของการลงทุนตราสารภาครัฐในประเทศประมาณ 0.5-1.3% ต่อปี
ด้านนายวิน อุดมรัชตวนิชย์ รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.แอสเซท พลัส กล่าวว่า ความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจของยุโรปและความไม่แน่นอนในนโยบายภาครัฐของประเทศต่างๆ จะเป็นปัจจัยกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และน่าจะทำให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายออกไปได้ แต่ยังคงต้องติดตามปัจจัยด้านราคาน้ำมันและเสถียรภาพทางการเมือง
“ในส่วนแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย คาดว่า ธปท. อาจจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ หากราคาน้ำมันต่ำกว่า 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และอาจพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ในช่วงปลายไตรมาส 2 หรือไตรมาส 3 หากราคาน้ำมันสูงกว่า 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล” นายวิน กล่าว
ทั้งนี้ บลจ.กรุงไทย อยู่ระหว่างเปิดขายกองทุนรวมกรุงไทยตราสารหนี้ เอฟไอเอฟ 7 เดือน 5 (KTFF7M5) อายุโครงการ 7 เดือน มูลค่า 1,500 ล้านบาท เน้นพันธบัตรภาครัฐประเทศเกาหลีใต้ โดยคาดว่า จะให้ผลตอบแทนประมาณ 1.6% ต่อปี พร้อมกับเปิดขายกองทุนเปิดกรุงไทยสมาร์ท อินเวส 3 เดือน 2 (KTSIV3M2) ลงทุนตราสารหนี้ระยะสั้นในประเทศคาดผลตอบแทนประมาณ 1.2% ต่อปี
วันที่ 17 ก.พ. บลจ.แอสเซท พลัส เปิดขายกองทุนเปิดแอสเซทพลัส แอ็คทีฟตราสารหนี้ 4 (ASP-ACFIXED4) ลงทุนในตั๋วแลกเงินในประเทศอายุประมาณ 6 เดือน คาดผลตอบแทน 1.4% ต่อปี
คำถาม
1. นายสมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย กล่าวว่า ตลาดการเงินในสัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มมีความผันผวน เนื่องจากสาเหตุใด
2. บลจ. ย่อมาจากอะไร
3.วันที่ 17 ก.พ. บลจ.แอสเซท พลัส เปิดขายกองทุนเปิดแอสเซทพลัส แอ็คทีฟตราสารหนี้ 4 (ASP-ACFIXED4) ลงทุนในตั๋วแลกเงินในประเทศอายุประมาณกี่เดือน
วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552
กสิกรไทยลุย ยกเครื่องทีมตั้งคนรุ่นใหม่
เรื่อง กสิกรไทยลุย ยกเครื่องทีมตั้งคนรุ่นใหม่
คนกสิกรไทยรุ่นใหม่โตเร็ว แต่งตั้งรองกรรมการผู้จัดการ 10 คนรวด
นายสมเกียรติ ศิริชาติไชย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ธนาคารกสิกรไทยมีมติแต่งตั้ง 10 รองกรรมการผู้จัดการรุ่นใหม่อายุ 37-47 ปี ทำให้ปีหน้าจะมีรองกรรมการผู้จัดการ 16 คน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ 23 คน และเมื่อรวมนายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการบริหาร และนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ เท่ากับมีผู้บริหาร 41 คน ซึ่งถือว่าไม่ได้แตกต่างจากธนาคารทั่วไป
ทั้งนี้ เพราะ 2 ปีที่ผ่านมาธนาคารมีรองกรรมการผู้จัดการ 8 คน ไม่ครบสายงานที่มี 12 งาน ในจำนวนนี้มี 2 คน ที่ดูแลธุรกิจด้านอื่น เท่ากับขาดอีก 6 คน ซึ่งการแต่งตั้งรองกรรมการผู้จัดการเพิ่มถึง 10 คนนั้น เพราะมีอีก 4 คนที่มีความสามารถจะก้าวเป็นผู้นำ เปรียบเสมือนตัวตายตัวแทนเพื่อให้ฐานองค์กรแน่น
อีกทั้งเพื่อรองรับยุทธศาสตร์ ปีหน้าที่ต้องการก้าวเป็นที่ 1 ในทุกกลุ่มลูกค้า ทั้งนี้ถ้าไม่จำเป็นจะไม่รับคนจากข้างนอก แต่จะให้โอกาส คนในก่อน
รายงานข่าวแจ้งว่า ธนาคารที่มีค่าใช้จ่ายด้านการพนักงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2552 สูงที่สุด ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ คิดเป็นวงเงิน 10,530 ล้านบาท รองลงมาคือธนาคารกรุงไทย 10,511 ล้านบาท ธนาคารไทยพาณิชย์ 8,974 ล้านบาท ธนาคารกสิกรไทย 8,209 ล้านบาท และ ธนาคารทหารไทย รวมวงเงิน 4,732 ล้านบาท
คำถาม
1. ธนาคารกสิกรไทยมีมติแต่งตั้ง 10 รองกรรมการผู้จัดการรุ่นใหม่อายุ กี่ปี
2. ธนาคารที่มีค่าใช้จ่ายด้านการพนักงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2552 สูงที่สุด ได้แก่ ธนาคารใด
3. รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย คือใคร
ที่มา
http://www.posttoday.com/finance.php?id=82102
วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ประกันวินาศยิ้ม ปี’53เบี้ยโต15%
จัดทำบทความโดย
นายวรุตน์ ภูริวิชญ์ธาดา เลขทะเบียน 5001208062
เรื่อง ประกันวินาศยิ้ม ปี’53เบี้ยโต15%
สมาคมประกันวินาศภัยตั้งเป้าปี 2553 เบี้ยรับรวมโต 15% รับเศรษฐกิจขยาย รายได้ขยับ
นายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัย เปิดเผยว่า ปี 2553 ตั้งเป้าหมายเบี้ยประกันวินาศภัยทั้งระบบเพิ่มขึ้น 10-15% จากปี 2552 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจไทยและภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มดีขึ้น และบริหารอย่างระมัดระวังเพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างยั่งยืน หลังจากได้รับ บทเรียนในช่วงที่ผ่านมา เรียกความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจ โดยโรงงานอุตสาหกรรมถึงเวลาในการเพิ่มกำลังการผลิต หลังจากทำการระบายวัตถุดิบในการผลิตและสินค้าคงคลังออกไปเกือบหมดในปีที่ผ่านมา ซึ่งจะส่งผลให้ประกันภัยโต
นอกจากนี้ ยังได้รับอานิสงส์จากอัตราดอกเบี้ยโลกที่ยังไม่ขึ้น เห็นจากธนาคารกลางของแต่ละประเทศคงระดับดอกเบี้ยไว้ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในประเทศไทยยังคงไม่สูง ซึ่งจะทำให้กำลังซื้อของประชาชนเพิ่มขึ้น โดยปีนี้คาดว่าประชาชนจะหันมาใช้จ่ายกันมากกว่าปีที่ผ่านมา เพราะคลายความกังวลเรื่องเศรษฐกิจ กอปรกับปีที่ผ่านมามีการอั้นการบริโภค เชื่อว่าปี 2553 จะนำออกมาใช้เต็มที่ โดยประกันภัยที่จะเติบโตอย่างมาก คือ ประกันส่วนบุคคล เช่น ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (พีเอ) ประกันรถยนต์ เนื่องจากประชาชนเริ่มเห็นความสำคัญของความคุ้มครองตัวเองมากขึ้น
นายจีรพันธ์ กล่าวว่า บริษัทประกันภัยมีการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่ตรงกับความต้องการของประชาชนมากขึ้น และพัฒนาช่องทางการขายที่หลากหลาย โดยเฉพาะการขายผ่านโทรศัพท์และการขายผ่านธนาคาร ที่จะยังได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง หากมีแบบประกันที่ตรงกับความเสี่ยงของแต่ละคน
“เรายังจะได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ให้มีการออกกรมธรรม์ราคาถูกออกมา ซึ่งนอกจากจะออกประกันอุบัติเหตุ ประกันสุขภาพ สามารถที่จะพัฒนาประกันรถยนต์ราคาถูกออกมาอีก ซึ่งสามารถทำได้ทั้งประกันพีเอ ประกันสุขภาพ และประกันรถยนต์ นอกเหนือจากที่มีประกันชั้น 3 พิเศษ ประกันชั้น 4 ซึ่งมีขายอยู่แล้ว” นายจีรพันธ์ กล่าว
สำหรับปี 2552 ฝ่ายวิจัยไทยรับประกันภัยต่อ คาดว่าเบี้ยประกันวินาศภัยทั้งระบบจะมีทั้งสิ้น 1.08 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.51% จากปี 2551
คำถาม
1.นายกสมาคมประกันวินาศภัย เปิดเผยว่า ปี 2553 ตั้งเป้าหมายเบี้ยประกันวินาศภัยทั้งระบบเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ จากปี 2552
2.เชื่อว่าปี 2553 ประชาชนจะใช้จ่ายอย่างเต็มที่โดยประกันภัยที่จะเติบโตอย่างมาก คือประกันภัยอะไร
3.คปภ. ย่อมาจากอะไร
ที่มา
วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552
บสย.เล็งค้ำประกันเงินกู้เอสเอ็มอีให้แบงก์ตปท.
นายวรุตน์ ภูริวิชญ์ธาดา เลขทะเบียน 5001208062
เรื่อง บสย.เล็งค้ำประกันเงินกู้เอสเอ็มอีให้แบงก์ตปท.
นาย สุรชัย ดนัยตั้งตระกูล รักษาการผู้จัดการทั่วไป บรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า การค้ำประกันสินเชื่อในลักษณะ Portfolio Guarantee Scheme ซึ่ง บสย.ให้บริการมา ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2552 ถึงขณะนี้ ยอดการค้ำประกันสินเชื่อพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าภายในไม่เกินสิ้นปีนี้จะสามารถค้ำประกันได้ถึง 20,000 ล้านบาท การค้ำประกันโครงการดังกล่าว ซึ่งยกเว้นค่าธรรมเนียมฯ 1.75% ในปีแรก จะสิ้นสุดลงในวันที่ 6 มีนาคม 2553 แต่เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา บสย.ได้เปิดศูนย์ให้ความช่วยเหลือ SMEs ไปยังจังหวัดต่างๆทั่วทุกภูมิภาค เพื่อให้คำปรึกษาแก่ SMEs ทั้งในด้านธุรกิจและปัญหาในการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน ทำให้พบว่ายังคงมีผู้ประกอบการที่ต้องการขอใช้บริการค้ำประกันสินเชื่ออีก เป็นจำนวนมากดังนั้น บสย.จึงได้ขยายการค้ำประกันสินเชื่อในลักษณะ Portfolio Guarantee Scheme ระยะที่ 2 ขึ้น โดยยังคงมาตรการค้ำประกันฟรีต่อไปอีก 1 ปี สำหรับ Portfolio Guarantee Scheme ระยะที่ 2 จะเริ่มต้นตั้งแต่ 6 มีนาคม 2553 - 6 มีนาคม 2554นอกจากนี้ การค้ำประกันสินเชื่อในลักษณะ Portfolio Guarantee Scheme ระยะที่ 2 จะขยายธุรกรรมไปยังธนาคารสาขาต่างประเทศในไทย บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ต่างๆ เพื่อขยายช่องทางในการใช้บริการการค้ำประกันไปยังแหล่งทุนอื่นๆ ให้กับผู้ประกอบการ ทั้งนี้อยู่ระหว่างนำมาตรการดังกล่าวเสนอกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณานายสุรชัย กล่าวย้ำว่า ปัญหาในการดำเนินธุรกิจ รวมถึง ปัญหาในการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน ของผู้ประกอบการ SMEs ไทย คือหัวใจสำคัญ และเป็นแรงผลักดันให้ บสย.คิดหาทางช่วยเหลือเพื่อบรรเทาปัญหาต่างๆ สำหรับปี 2553 ศูนย์ SMEs ของ บสย.จะมีโอกาสลงพื้นที่ในส่วนภูมิภาคมากขึ้น เพื่อรับเรื่องราวและปัญหาต่างๆในการขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน
คำถาม
1. บยส. คือตัวย่อของอะไร
2. บยสได้ขยายการค้ำประกันสินเชื่อในลักษณะใด ในระยะที่ 2
3. อะไรคือหัวใจสำคัญ และเป็นแรงผลักดันให้ บสย.คิดหาทางช่วยเหลือเพื่อบรรเทาปัญหาต่างๆ
ที่มา
http://www.thaihomeonline.com/investment-news.php?id=001612
วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ไทยเข้มแข็งอด 3.6 หมื่นล้าน
เรื่อง ไทยเข้มแข็งอด3.6หมื่นล้าน
ครม.ต่อลมหายใจโครงการไทยเข้มแข็ง 3.6 หมื่นล้านบาทที่ส่งแผนไม่ทัน
กอร์ปศักดิ์ สภาวสุนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หลังจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาให้ทุกหน่วยงานต้องส่งโครงการไทยเข้มแข็งที่ได้รับอนุมัติให้ดำเนินโครงการ 2 แสนล้านบาทแรกแก่สำนักงบประมาณภายในวันที่ 30 พ.ย. 2552 หากเสนอมาไม่ทันต้องทำคำขอเสนอโครงการใหม่ ปรากฏว่าหลังจากที่ครบกำหนดยังมีหน่วยราชการและหน่วยงานที่เสนอโครงการไม่ทัน 3.6 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 15% ของมูลค่าโครงการที่ได้รับอนุมัติ จึงมีการร้องขอให้ครม.ผ่อนปรนให้ดำเนินการโครงการต่อไปได้โดยที่ไม่ต้องเสนอเข้ามาใหม่
ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี สั่งการให้สำนักงบประมาณไปพิจารณาว่าโครงการใดควรยืดเวลาให้เสนอรายละเอียดโครงการ และโครงการไหนไม่ยืดเวลา โดยเสนอครม.อีกครั้งในสัปดาห์หน้า
นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า สาเหตุที่โครงการไทยเข้มแข็งเสนอรายละเอียดไม่ทัน มีทั้งมาจากการต้องชะลอโครงการ ที่เห็นได้ชัดคือโครงการของกระทรวงสาธารณสุขที่มีการตรวจสอบการทุจริตของโครงการ รวมถึงปัญหาจากการเปลี่ยนราคาและการหาผู้ประกวดราคาไม่ได้
“จะมีการยืดเวลาออกไปอีกนานแค่ไหนยังไม่สามารถบอกได้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของครม. สำหรับโครงการไทยเข้มแข็ง 1.5 แสนล้านบาท ที่ได้รับการเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร ยังไม่มีการกำหนดว่าจะต้องส่งรายละเอียดโครงการให้สำนักงบประมาณพิจารณาภายในวันที่เท่าไหร่” นาย กอร์ปศักดิ์ กล่าว
นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้รายงานความคืบหน้าโครงการไทยเข้มแข็งล่าสุด วันที่ 27 พ.ย. 2552 วงเงิน 2 แสนล้านบาทแรกที่ได้รับการอนุมัติจำนวน 21,889 โครงการ ได้รับจัดสรรเงินไปแล้ว 73,644 ล้านบาท เป็นจำนวน 8,540 โครงการ ลงนามสัญญาแล้ว 43,298 ล้านบาท หรือ 2,125 โครงการ เบิกจ่ายแล้ว 19,972 ล้านบาท เป็นจำนวน 1,024 โครงการ ดำเนินการโครงการเสร็จสมบูรณ์แล้ว 154 โครงการ เป็นวงเงิน 15,458 ล้านบาท
ที่มา http://www.posttoday.com/
คำถาม
1. สาเหตุที่โครงการไทยเข้มแข็งเสนอรายละเอียดไม่ทัน คืออะไร
2. โครงการไทยเข้มแข็ง 1.5 แสนล้านบาท ที่ได้รับการเห็นชอบจากสภาใด
3. ความคืบหน้าโครงการไทยเข้มแข็งล่าสุด วันที่ 27 พ.ย. 2552 วงเงิน 2 แสนล้านบาทแรกได้รับการอนุมัติกี่โครงการ